บันทึก จุดเริ่มต้นของธารความคิด

14 Nov

การเขียนสารคดีคือการเล่าเรื่องแบบหนึ่ง สิ่งสำคัญก็คือข้อมูลที่ปรากฏในเรื่องนั้นต้องเป็นเรื่องจริงที่มีหลักฐานปรากฏ แต่จะชัดเจนมากน้อยแค่ไหน ก็เป็นเรื่องที่ผู้เขียนจะต้องตัดสินเลือกว่าจะใช้หรือไม่อย่างไร และสิ่งสำคัญอีกประการก็คือ จะทำอย่างไรให้เนื้อหาข้อมูลเหล่านั้นมีสุนทรียะ อ่านสนุก เพลิดเพลินไปด้วย

หากเปรียบเทียบกับเรื่องแต่ง การเล่าเรื่องใดๆให้สนุกก็ต้องมีปมหรือประเด็นที่ชัดเจน มีตัวละคร  มีจุดตัดของความขัดแย้งหรือจุดพีกของเรื่องที่ดึงผู้อ่านให้อยู่กับเรื่องนั้นๆได้จนสถานการณ์คลี่คลาย มีกลวิธีการเล่า เทคนิค ลีลา น้ำเสียงที่ชวนติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ นอกจากนี้ อรรถรสของเรื่องยังอยูู่ที่รสชาติแห่งการพูดคุย ซึ่งได้แก่บทสนทนาและคำพูดของตัวละครด้วย การเขียนสารคดีสามารถหยิบยืมกลวิธีการเขียนเหล่านี้มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน เพียงแต่องค์ประกอบทุกอย่าง ทั้งฉาก เหตุการณ์ ตัวละคร และคำพูด ต้องเป็นเรื่องจริงเท่านั้น ขอให้สังเกตว่าบทสนทนาหรือคำพูด (voices) ที่แทรกอยู่เป็นระยะ ในเรื่องเล่าไม่เพียงเป็นสีสันมิให้น่าเบื่อเท่านั้น แต่ยังเป็นประจักษ์หลักฐานอย่างหนึ่งถึงความจริงและความเป็นไปในเรื่องด้วย

หากเปรียบเทียบกับสารคดีในสื่ออื่นๆ เช่น โทรทัศน์หรือภาพยนตร์ จะเห็นว่าสื่อเคลื่อนไหวมีข้อได้เปรียบในการเล่าเรื่องให้น่าสนใจมากขึ้นหลายประการ นอกจากบทแล้ว สารคดีที่เป็นภาพเคลื่อนไหวจะมีองค์ประกอบและเครื่องมือที่ช่วยตรึงความสนใจของผู้ชมได้ เช่น เสียง ทั้งเสียงผู้บรรยาย เสียงตัวละคร (สัมภาษณ์, บทสนทนา) เสียงบรรยากาศแวดล้อม (นกร้อง น้ำไหล รถแล่น พ่อค้าแม่ค้าขายของ) และเสียงเพลงประกอบที่คัดเลือกมา ภาพ ทั้งเคลื่อนไหวและภาพนิ่ง ที่จะทำให้ผู้อ่านเห็นฉาก เหตุการณ์ ตัวละคร สถานการณ์ บริบทแวดล้อม หรือสัญลักษณ์บางอย่างได้โดยไม่ต้องพูดเลย รวมถึงเทคนิคในการตัดต่อร้อยเรียง เช่น จังหวะของภาพ การแพนกล้อง เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือข้อจำกัดในงานเขียนสารคดี เพราะโดยธรรมชาติของข้อเขียน สารคดีไม่มีตัวช่วยอื่นใดนอกจากตัวหนังสือกับภาพนิ่งเท่านั้นที่จะบอกเล่าเรื่องราว ความรู้สึก และสัมผัสทั้งหมดที่ผู้เขียนได้เห็น ได้ยิน ได้สัมผัส และต้องการให้ผู้อ่านได้รับรู้ด้วย

แต่นักเขียนสารคดีควรมองข้อจำกัดเหล่านี้เป็นสิ่งท้าทาย และพยายามหาวิธีการที่จะบอกเล่า สร้างภาพ ให้เสียง สื่อบรรยากาศ ไปให้ถึงผู้อ่าน ด้วยการใช้ถ้อยคำที่ทรงพลังในการเขียน เลือกคำบรรยายหรือการพรรณนาที่ละเอียดเห็นภาพ พยายามที่จะเป็นหูเป็นตาแทนผู้อ่าน และขณะเดียวกันก็เป็นผูู้กำกับการแสดง คัดเลือกตัวละคร สร้างพล็อต เขียนบท และกำหนดลำดับเหตุการณ์ของเรื่องที่จะเล่าเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการเล่าเรื่องมากที่สุด ซึ่งก็คือการทำให้ผู้อ่านติดตามเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบและได้ข้อคิดหรือความรู้บางประการจากเรื่องที่อ่านผ่านเรื่องราวที่สนุก ชวนติดตาม

การจะเล่าเรื่องให้น่าสนใจได้นั้นต้องอาศัยประสบการณ์ในการสังเกต ความทุ่มเททำงานและใช้เวลากับเรื่องที่ต้องการเล่า ผู้เขียนต้องพาตัวเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์หรือเรื่องราวนั้นมากพอหรือนานพอที่จะเข้าใจความเป็นมา-เป็นไปเพื่อนำมาถ่ายทอดบอกเล่าได้ ขณะเดียวกันก็ยังต้องคงวิจารณญาณและสายตาของ “คนนอก” ไว้ด้วย เพื่อที่จะตั้งคำถามและมองหาข้อมูลบางอย่างแทนผู้อ่าน นอกจากนี้ ความพยายามในการเขียนก็สำคัญ นักเขียนสารคดีจะต้องเลือกการดำเนินเรื่องที่เหมาะสมกับเรื่อง ลำดับ จังหวะ และลีลาที่ชวนติดตามไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นง่าย การใช้ภาษาให้สละสลวย ชวนอ่านก็เช่นกัน ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยความมานะพยายามและความสม่ำเสมอในการฝึกฝน แต่ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยาก

สิ่งที่นักเขียนสารคดีพึงทำคือการอ่านให้มากและเขียนให้สม่ำเสมอ เพื่อให้ได้ข้อมูล ได้เห็นรูปแบบ ลีลา และความคิดสร้างสรรค์ของนักเขียนคนอื่นๆ รวมทั้งเพื่อให้ตัวเองได้ใช้ภาษาในการเล่าเรื่องบ่อยครั้งพอที่เมื่อถึงเวลาจะสามารถประยุกต์ใช้และบังคับสมองให้ถ่ายทอดความรู้ความคิดออกมาเป็นเรื่องราวที่ลื่นไหล สนุกสนาน ชวนติดตาม ได้อย่างคมคาย

บันทึกคือรูปแบบการเขียนที่ง่าย เป็นกันเอง และมีข้อกำหนดน้อยที่สุด เป็นทางเลือกที่สะดวกในการฝึกเขียน จดบันทึกสิ่งที่สังเกตได้ สิ่งที่พบเห็น สิ่งที่ได้ยิน หัดบรรยายฉาก เหตุการณ์ หรือบุคคลที่ประสบ หรือจดประเด็น ข้อคิดที่ได้มาจากการเดินทางหรือการใช้ชีวิตของตนเอง นี่คือเส้นทางแห่งการฝึกฝนที่ง่ายที่สุด จึงควรเริ่มทันทีที่ทำได้

ต่อไปนี้คือตัวอย่างบันทึกของ Rosalina Alexander ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเขียนบันทึกประสบการณ์จากเวทีประท้วงการต่อต้าน พรบ. นิรโทษกรรมที่ราชดำเนิน ซึ่งเป็นฉากขนาดใหญ่ที่มีตัวละครจำนวนมาก มีข้อมูล ข้อเท็จจริง ข้อขัดแย้ง และเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น การเข้าไปอยู่ในสถานที่เช่นนั้นและบันทึกสิ่งที่พบเห็นและความรู้สึกของตัวเองเป็นการทบทวนความคิด ความเห็น ความเชื่อ และเป็นการเก็บภาพประทับใจที่เกิดขึ้นไว้ เราคงไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับจุดยืนหรือกิจกรรมทางการเมืองของเธอ แต่มันจะป็นการแสดงให้เห็นว่าบันทึกความทรงจำช่วยฝึกทักษะการเขียน การบรรยาย การเล่าเรื่อง และช่วยจดจำสิ่งต่างๆได้อย่างดี นอกจากนี้ ภาพ เสียง และแง่มุมความคิดจากประสบการณ์ที่เธอนำมาขบคิดก็เป็นสิ่งที่น่าจะให้อะไรกับนักศึกษาได้มาก อย่างน้อยๆ ในแง่ของการเขียนสารคดี ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีหากเราจริงจังและจริงใจกับการฝึกของเรา

บันทึกของเธอจนถึงขณะนี้มีทั้งหมด 4 ตอน แยกสีไว้เพื่อให้ดูไม่ยาวเกินไป 🙂

หากอ่านแล้วมีแรงบันดาลให้ลงมือเขียน ก็อย่าลืมส่งลิงก์มาให้ครูอ่านบ้างนะ

+++

บทเรียนจากราชดำเนิน
Rosalina Alexander

บทเรียนจากราชดำเนิน 1
09-11-13
 

ฉันไม่ใช่นักวิชาการ ไม่ใช่นักการเมือง แต่เป็นคนไทยคนหนึ่งที่มีวิถีชีวิตผูกพันธ์กับราชดำเนินมาตั้งแต่เด็ก ฉันเคยได้มีโอกาสทำกิจกรรม “ดูไฟ” ที่ราชดำเนิน ฉันจำความได้ตั้งแต่ 14 ตุลา, 6 ตุลา, 18 พฤษภา, พันธมิตร จนกระทั่งมาบัดนี้ ฉันเห็นประชาธิปไตยในยุคเตาะแตะของประเทศไทย และมีราชดำเนินเป็นเครื่องหมาย, สัญญะ หรือเวทีที่สอนการเปลี่ยนแปลงมาทุกช่วงอายุของตัวเอง

เมื่อคืนวันก่อน ระหว่างที่ฉันยืนอยู่บนราชดำเนิน ถนนสายที่ฉันเคารพที่สุดในกรุงเทพฯ สายหนึ่ง ปากคาบนกหวีด เป่าปรึ๊ดๆ อย่างสะอารมณ์ ไม่ใช่เพราะฉันเห็นด้วยกับสิ่งที่ใครๆ ขึ้นไปตะโกนกล่าวบนเวที (ซึ่งฉันก็ยังสงสัยว่า คนที่ไปตะโกนด้วยความเมามันนั้นจะรู้บ้างไหมว่า คนข้างล่างแทบไม่ได้ยินอะไร นอกจากเสียงแตกซ่าของไมโครโฟน และจะได้ยินก็ต่อเมื่อพูดเสียงธรรมดาๆ เท่านั้น!!) แต่เป็นเพราะในใจฉันมันฮึกเหิมด้วยความรักชาติ ภาคภูมิใจว่า ฉันได้มีโอกาสทดแทนบ้านเกิดเมืองนอนก็ตอนนี้ คนรอบๆ ดีดมือตบระรัว ปากตะโกนคำว่า “ออกไป ออกไป” เป็นระยะ ตาของฉันก็เหลือบไปเห็นร่างๆ หนึ่งยืนก้มๆ เงยๆ อยู่ตรงหน้า

ฉันก้าวถอยมาหนึ่งก้าวเพื่อให้พื้นที่ในการเคลื่อนไหวกับร่างนั้น แล้วอดมองไม่ได้ คุณยายมีอายุคนหนึ่ง แต่งตัวสีน้ำตาล ตัวแกก็เป็นสีน้ำตาลเข้ม คงไม่ใช่ได้มาจากการไปนั่งอาบแดดบน “บีช” ใด “บีช” หนึ่งแน่ๆ แต่มันเป็นสีของการทำงานอย่างหนักและตรากตรำกลางแดด คุณยายก้มๆ เงยๆ พร้อมถุงขยะใบใหญ่ที่แกลากตามหลังมาอย่างล้าเหนื่อยในมือ ใบหน้ามอมแมมของแกไร้ความรู้สึกราวกับใส่หน้ากากตรึงเอาไว้ คุณยายกำลังก้มเก็บขวดน้ำที่ตกอยู่ตามท้องถนน เปิดฝาเทน้ำออก แล้วยัดใส่เข้าไปในถุงขยะที่กำลังจะเต็มไม่เต็มแหล่ ฉันกลืนก้อนแข็งๆ ในคอลงไป แล้วก้มลงช่วยแกเก็บขวดที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด เปิดฝาเทน้ำออก แล้วยื่นให้แก แกยื่นมือมารับ แล้วยัดลงถุง ไม่มีการสบตา ไม่มีการยิ้ม ไม่มีการขอบคุณ ราวกับแกเป็นเพียงเครื่องจักรเล็กๆ ที่ทำงานไม่รู้เหน็ดเหนื่อย เก็บ เปิด เท ยัด….เก็บ เปิด เท ยัด อยู่อย่างนี้

คืนนั้น ฉันนอนไม่หลับ พวกเรากำลังทำอะไรกัน ในขณะที่เรากำลังเรียงร้องประชาธิปไตย, ความถูกต้อง, คัดค้านการโกงอย่างแข็งขันนั้น เราลืมอะไรไปบ้างหรือเปล่า คนส่วนใหญ่ของประเทศไทยยังเป็นเหมือนยายคนนั้น และลุงอีกคนที่เดินสวนทางกับฉันในถนนราชดำเนินเมื่อคืน ตราบใดที่เรื่องปากท้องยังเป็นความสนใจของคนส่วนใหญ่ ทำอย่างไรจะมีกิน ทำอย่างไรจะมีเสื้อผ้าใส่ ทำอย่างไรจะมีที่นอน ทำอย่างไรจะหายามารักษาได้ในยามเจ็บป่วย สังคมไทยของเราก็ยังคงจะมีช่องโหว่ให้นักการเมืองโสมมใช้ระบบสามานย์เอาเปรียบคนส่วนใหญ่ของประเทศด้วยการยัดเยียดเงิน มอมเมาปรนเปรอด้วยความฝันของชีวิตที่ดีกว่า แลกกับเสียงและสิทธิ์ที่ชอบธรรมของพวกเขา

แล้วเราจะทำอะไรได้บ้างสำหรับคนอื่น ฉันไม่รู้ แต่ตั้งแต่นี้ไป ฉันจะแบ่งปันเท่าที่ฉันจะแบ่งได้ สิ่งที่ฉันมีจะต้องช่วยให้ชีวิตเพื่อนคนไทยของฉันดีขึ้น เพื่อเขาจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนจนยอมขายสิทธิเสรีภาพทางการเมืองของเขา ขณะที่ปากฉันเป่านกหวีดหรือตะโกนเรียกร้องความเป็นประชาธิปไตย มือของฉันจะทำในสิ่งที่ฉันสามารถทำได้เพื่อช่วยให้ความต้องการพื้นฐานของเพื่อนร่วมประเทศของฉันในมุมเล็กๆ ของฉัน ในการปฏิสัมพันธ์ประจำวันของฉัน ได้รับสิ่งที่เขาสมควรได้นั่นคือ สิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี เรามีตัวอย่างที่ดีพร้อมคือพระมหากษัตริย์ของเรา เราเดินตามรอยพระราชาจริงๆ แล้วละหรือ ถ้าฉันได้ทำสิ่งที่ฉันทำได้ เท่าที่ฉันทำได้จริงๆ แล้ว ฉันถึงจะกล้าสอนลูกให้เรียกร้องความถูกต้อง ความเป็นธรรมให้กับประเทศชาติ เพราะชาติเป็นชาติได้ก็เพราะเราทุกคนมีเมตตา เอื้ออาทรต่อกัน และไม่ทิ้งคนไทยด้วยกัน

ถ้ารอนักการเมืองก็คงรอถึงชาติหน้าละกระมัง ถึงเวลาแล้วที่เราประชาชนต้องทวงสิทธิของเราคืน

ขณะที่ฉันหันหลังให้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เสียงนกหวีด และเสียงตะโกน สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านขายของ ร้านนวด ร้านอาหารเฉพาะกิจที่มาเพื่อปากท้องเพราะการชุมนุมคือโอกาสหาเงิน คุณลุงที่ขนถุงขวดเปล่ากลับออกมาหายไปจากสายตาแล้ว ฉันสำนึกในหน้าที่พลเมืองของฉันอยู่ในหัวใจ

ขอบคุณ…ราชดำเนิน

บทเรียนจากราชดำเนิน 2
10-11-13

วันนี้ ฉันกับน้องสาวว่างไปราชดำเนินพร้อมๆ กัน เราโชคดีได้ที่จอดรถที่พอเหมาะบนถนนนครสวรรค์ ไม่ต้องจอดซ้อนคันให้กังวลเหมือนเมื่อคืน ทั้งที่ไม่เห็นตำรวจจราจรสักคนในพื้นที่การชุมนุม เราเดิน ไม่สิ เราไหลไปกับผู้คนที่มุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกัน วันนี้มีคนมากกว่าเมื่อวานอีกหลายพันเท่า มีตั้งแต่เด็กเล็กๆ นักเรียน นักศึกษา พ่อ แม่ พี่น้อง เพื่อนฝูง ลุงป้า ตายาย มากันทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ ทุกคนมาด้วยความตั้งใจเดียวกัน เราเดินไปจนถึงร้าน Side Walk ข้างๆ อนุสาวรีย์ได้ไม่ถึงอึดใจ ฝนที่ตกปรอยๆ อยู่ตอนแรกกลับกระแทกตัวลงมาจากฟ้าอย่างไม่ปราณี นับเป็นโชคดีที่เราได้ที่ยืนอยู่ตรงระเบียงด้านหน้า หลังจากที่หันไปขอโทษขอโพยสาวๆ ที่เรามายืนบังทัศนวิสัยของเขาเต็มๆ ไปแล้ว เราก็หันไปมองความเป็นไปของคนที่อยู่รอบๆ อย่างเป็นห่วง ช่วยได้ก็แค่เบียดตัวให้ชิดกันเพื่อให้คนอื่นๆ มีที่ยืนหลบฝน

แล้วเราก็ได้ยินสาวๆ ด้านหลังก็ส่งเสียงมาว่า “ส่งต่อหน่อยค่ะ ส่งต่อหน่อยค่ะ” ฉันและน้องหันไป ก็เห็นพวกเธอกำลังแกะห่อเสื้อกันฝนย่อมราคาแต่ทำหน้าที่ได้อย่างซื่อสัตย์ที่เห็นตามร้านสะดวกซื้อยื่นมาให้ เรารับและส่งต่อไปด้านหน้าโดยไม่คิด มือใครยื่นออกมา เสื้อกันฝนก็ถูกส่งใส่มือนั้น แล้วก็มีมือใหม่ยื่นออกมา เมื่อหมดแล้ว พวกเราก็หันกลับไปอีก รับมา ส่งไป จนหมดมือ เมื่อฉันหันกลับไปหาสาวๆ ด้านหลัง ฉันเห็นแต่ถุงพลาสติกเปล่าอยู่ในมือของพวกเธอ โดยสัญชาตญาณ ฉันหันหลังไปอีกด้านหนึ่งเพื่อมองหาทางเลือก ตาสบกับชายคนหนึ่งที่ยืนเยื้องไปข้างหลังอีกสองสามแถว และโดยที่ไม่มีคำพูดร้องขอใดๆ เขาก็ยื่นห่อเสื้อฝนที่อยู่ในมือผ่านมาให้ฉัน ฉันทำปากขมุบขมิบว่า “ขอบคุณค่ะ” ก่อนที่จะหันกลับมาส่งให้ผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างหน้าฉันส่งผ่านต่อให้คนเดินผ่านที่ตัวเปียกปอนเป็นลูกนกตกน้ำ

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงวินาทีของการยื่นให้และรับไปนั้น คงไม่มีใครจำใครได้ แต่ความรู้สึกที่ได้จากการเป็นห่วงโซ่หนึ่งในการการกระทำที่เปี่ยมน้ำใจในมุมเล็กๆ ของถนนราชดำเนิน ประทับอยู่ในความรู้สึกของฉันและน้องอย่างลืมไม่ลง เรายิ้มให้กันแล้วคุยกันถึงความน่ารักของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“คนไทย” อย่างไรก็มีน้ำใจเสมอ

ขากลับเราเดินไปจวนถึงรถที่จอดไว้บนถนนนครสวรรค์ ฉันก็อดใจเต้นไม่ได้ ใช่ ฉันไม่ได้จอดรถซ้อนคัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีใครมาจอดซ้อนรถฉัน แล้วก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ด้วย มีครอบครัวหนึ่งที่กำลังยืนหันรีหันขวางเพราะไม่รู้จะออกรถไปได้อย่างไร เราบอกเขาว่า เดี๋ยวขอเราถอยรถก่อน เขาอาจจะออกได้ ฉันเดินอ้อมไปหน้ารถคันริมสุดของแถวแล้วออกแรงเข็น แอบโล่งใจ เจ้าของใส่เกียร์ว่างและไม่ได้ใส่เบรคมือ ขอบคุณพระ! เหลืออีกคันเดียวแล้ว น้องสาวที่ถือถุงโรตีเต็มมือยืนหันซ้ายหันขวาดูลู่ทางอยู่ ฉันหันหลังพิงกระโปรงรถที่จอดซ้อนรถของฉันแล้วออกแรงดัน ใจฉันหล่นวูบทันที จบกัน! เจ้าของรถไม่ได้ปลดเกียร์ว่างไว้ คนที่ดูแลอยู่แถวๆ นั้น เดินมาบอกว่า พี่ เขาล็อคไว้ผมคงช่วยไม่ได้ พี่ล่ะเข้าใจเลยน้อง

แต่ด้วยความที่มองแล้วมีความเป็นไปได้ว่า ฉันน่าจะเบี่ยงรถออกสำเร็จถ้าเข็นรถคันแรกถอยหลังไปอีกหน่อย ฉันจึงขอให้คนดูแลช่วยเข็นรถ ขณะที่ฉันก้าวขึ้นไปนั่งที่คนขับแล้วเปิดกระจก จู่ๆ ก็มีคนดูแลอีกคนหนึ่งเดินมา แล้วบอกทางให้ฉันหมุนพวงมาลัย ซ้ายขวา เดินหน้าถอยหลังอย่างขมักเขม้น หักซ้ายหมด ขวาครับ ถอยตรงๆ หยุด ซ้ายอีกครับ ซ้ายครับ เสียงบอกทางดังลั่นอยู่ข้างนอก น้องสาวหันบอกว่า เราควรจะขอบคุณเขาด้วยการให้ค่าบริการ ฉันพยักหน้าเห็นด้วยขณะที่กำลังถอยรถแทรกตัวออกไปในพื้นที่ว่างที่แทบจะพอดีกับตัวรถ แล้วหลุดออกมาจากตรงนั้นได้สำเร็จ

ผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาที่หน้าต่างรถพูดชมว่า ฉันเก่งมากที่ขับถอยออกมาจากพื้นที่จำกัดนั้นได้ ฉันกับน้องพูดประสานเสียงกันว่า คนดูแลต่างหากที่เก่ง เพราะเขาสามารถช่วยให้คำแนะนำจนฉันถอยรถออกมาได้ เรากล่าวระล่ำระลักขอบคุณเขาแล้วน้องสาวก็ยื่นแบงค์ 100 บาทให้เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ เขากลับพูดสวนกลับมาอย่างหนักแน่นว่า “ไม่ครับ ผมไม่รับเงิน” เรายืนยันความตั้งใจของเราอีกครั้ง เขาก็ยังยืนกรานคำเดิม เราสองคนยกมือไหว้แล้วกล่าวขอบคุณเขาจากใจก่อนที่จะรีบขับรถออกมา เพราะขวางทางรถคันอื่นๆ บนถนนอยู่ ในรถ เราพูดกันไม่หยุดถึงน้ำใจที่งดงามของเขาคนนั้น ความตั้งใจที่จะช่วยเหลืออย่างไม่คาดหวังสิ่งตอบแทน ยังไม่ได้สูญหายไปจากสังคมไทยเสียทีเดียวนัก ช่างเป็นเหตุการณ์เล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ในความรู้สึกของเราเสียนี่กระไร

ขอบคุณมากค่ะ…สุภาพบุรุษนิรนามแห่งราชดำเนิน!

บทเรียนจากราชดำเนิน 3
11-11-13

และแล้วฉันก็มายืนอยู่ตรงนี้ ที่เดิม เป็นคืนที่ 4 ติดต่อกัน ทั้งที่ คุยกับใครๆ ว่าคงไม่ไปแล้ว แต่ด้วยโทรศัพท์จากเพื่อนรักเพียงสั้นๆ “คืนนี้ พ่อขึ้นเวที มาเหอะ” ด้วยความรักและเคารพกวีรัตนโกสินทร์ศิลปินแห่งชาติท่านนี้มาตั้งแต่สมัยยังใส่ชุดนักเรียนตัวโป่งอยู่ จนโชคชะตาพัดพามาให้ได้พบพานเพื่อนและพ่ออย่างไม่คาดฝัน พ่อจะขึ้นอ่านบทกวีที่เต็มไปด้วยไฟแห่งวรรณศิลป์ที่ผลาญเผาความชั่วร้าย อธรรมในสังคมอย่างมีวัฒนธรรมและอหิงสาที่สุด บนเวทีหน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จะไม่ไปก็คงไม่ได้แล้ว ฉันเหยียบคันเร่งรถไปรับเพื่อนรักแล้วมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทาง…ราชดำเนิน…อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ระหว่างที่รอคิวของ “พ่อเนาว์” หรือ อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เวทีราชดำเนินก็ดังระรัวไปด้วยเสียงเป่านกหวีด แตร และมือพลาสติก ผู้ชายใส่เสื้อเชิ้ตพับแขนกางเกงดำที่คุ้นตาเดินขึ้นมาบนเวที คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีนั่นเอง ฉันฟังคุณอภิสิทธิ์พูดด้วยความเป็นกลาง เพราะระยะหลังมานี่ ฉันเริ่มไม่ชอบการพูดที่ระคายหูและความรู้สึกของเขาเท่าไหร่นัก แต่ฟังๆ ไป ฉันก็แอบดีใจที่คุณอภิสิทธิ์กลับมาใช้การพูดแบบเดิมที่ยกระดับ “ลง” ไม่มีคำด่าทอหยาบคายผิดวิสัยสุภาพบุรุษ แต่ที่บอกว่า “ยกระดับลง” เพราะคุณอภิสิทธิ์ได้พัฒนาการพูดให้เข้าถึงใจคนที่เป็นพี่น้องประชาชนคนเดินเท้าทั่วไปได้อย่างน่ารักขึ้น ทุกคำพูดเต็มไปด้วยความรู้สึกและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกฏหมายนิรโทษกรรม และอีกหลายส่วนที่เกี่ยวเนื่อง ไม่มีหลุด ไม่มีหลงประเด็น เร่งเร้าแต่ชัดเจน ต้องอย่างนี้สิ สุภาพบุรุษอีตันที่ฉันเคยชื่นชม เขาได้แสดงให้เห็นว่าเขาเองก็ไม่หยุดนิ่งเหมือนกัน

วันนี้ คนมากกว่าเมื่อวานและเมื่อวานซืน มีคนคุ้นหน้าคุ้นตาเดินผ่านไปมา โบกมือทักทายกันในระยะไกล ฉันรู้สึกอบอุ่นอยู่ในใจลึกๆ ว่า อีกหลายคนก็อยู่ในถนนสายนี้ แม้จะไม่ได้พบหน้ากัน คนที่มาใช้ชีวิตรวมกันที่นี่ในช่วงเวลาหนึ่งมาจากทุกสาขาวิชาชีพ ทุกมุมของสังคม ฉันเห็นนักธุรกิจชาวซิกข์สองคนนั่งอยู่ในมุมร้าน ศีรษะคาดผ้าสีเหลือง คอห้อยนกหวีด นิ้วกรีดไล่อยู่บนมือถือ อีกมุมหนึ่งมีชาวตะวันตกที่ไม่ใช่นักเดินทางอีก 3 คนยืนดื่มเบียร์ ถนนข้างหน้ามีคนเดินผ่านไปมา มีตั้งแต่หนูน้อยตัวเล็กๆ ที่คุณพ่อเอาขึ้นบ่า คุณแม่เดินจูง, มีเด็กวัยเรียนที่คุณพ่อเดินกอดคออธิบายสิ่งที่กำลังเป็นไปอยู่ในขณะนี้ มีลุงที่ดูแล้วรู้ว่า ต้องใช้แรงงานเป็นประจำอยู่ทุกวัน, มีสาวๆ แต่งหน้าแต่งตัวสวย, มีคุณป้า, คุณน้า, คุณอา, คุณน้อง, คุณพี่ ศิลปินทุกแขนง ดารา นางแบบ เพศที่หนึ่ง สอง สาม มีคนมาจากทุกมุมในสังคมไทย ฉันแอบเห็นรถเข็นวีลแชร์ในมุมหนึ่งของกลุ่มคนตรงหน้า ทุกคนมาอยู่รวมกันที่นี่ ราชดำเนิน ที่ที่ไม่ว่าเราจะเป็นใคร ตรงนี้ บนถนนสายนี้ สิ่งที่เรามีไม่ใช่คุณค่าความหมายของสิ่งนอกกาย หากสิ่งที่ฝังลึกในจิตวิญญาณของเราแต่ละคนต่างหากที่เหมือนกัน เราคือ คนไทยเหมือนกัน เรามีหน้าที่ต่อความถูกต้องและการดำรงอยู่ของชาติไทยเหมือนกัน ธงไตรรงค์ขนาดใหญ่โบกสะบัดไม่เลิกรา ฉันอดนึกถึงละครเพลงเรื่อง Les Miserables ที่ชอบนักชอบหนาไม่ได้

ถัดจากคุณอภิสิทธิ์ก็เป็นคุณชวน แต่เนื่องจากความเหนื่อยล้ากอปรกับมีเด็กอยู่กับเราด้วย คณะเราเลยย้ายไปอยู่ในมุมที่ไม่มีเสียงนกหวีดและแตรให้ได้ยินเท่าไหร่นัก เจ้าตัวเล็กของคนอื่นม่อยกระรอกไปแล้วรอคุณตาขี้นเวทีอยู่นาน เพื่อนบอกฉันว่า พ่อบอกให้เอาเจ้าตัวเล็กมาฟังให้ได้ เพราะจะได้เห็นและจำได้ว่า เราได้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียกร้องความถูกต้อง ฉันอดนึกพ่อของฉันเองขึ้นมาแวบหนึ่งไม่ได้ พ่อคงภูมิใจถ้ารู้ว่า ฉันก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวครั้งนี้ ก็ไม่ใช่พ่อฉันหรอกหรือที่ปลูกฝังเมล็ดพันธุ์ของความชอบธรรมในการมีจุดยืนทางการเมืองให้ฉันตั้งแต่จำความได้

หลังจาก คุณชวนพูดจบ พ่อเนาว์ก็ขึ้นเวที เราปราดออกไปยืนใกล้เท่าที่จะไปได้ ด้วยความบังเอิญฉันได้ไปยืนอยู่หลังคนถือธงผืนใหญ่ที่โบกสร้างขวัญและกำลังใจให้เราตลอดค่ำจนดึก ตอนแรก ฉันก็ก้มศีรษะหลบเป็นวูบๆ เพราะธงนั้นถูกโบกอย่างขมักเขม้นในระยะครึ่งวงกลม 180 องศา ทีเดียว ฉันฉุกคิดขึ้นมาว่า เขาจะเมื่อยไหมนะ มือไวเท่าความคิด ฉันเอื้อมมือไปจับบ่าของเขา “มีคนแทนไหมคะ” ถามไปแล้วก็ยังคิดว่า แล้วจะมีแรงไปแทนเขาไหมนั่น เขาออกจะเป็นผู้ชายร่างใหญ่บึกบึนขนาดนั้น เขาหันกลับมาทำหน้าประหลาดใจแล้วยิ้ม “ไม่เป็นไรครับ” ฉันเห็นประกายตาของเขาแล้วรู้สึกตื้นตันขึ้นมาจริงๆ อดถามไม่ได้ว่า “เหนื่อยไหมจ๊ะ” หน้าของเขายิ่งสว่างขึ้นอีก จากรอยยิ้มที่คลี่ออกกลายเป็นยิ้มกว้าง คำตอบที่กลับมายิ่งทำให้ฉันอดน้ำตาซึมไม่ได้ “ไม่หรอกครับพี่ แค่นี้เอง”

“แค่นี้เอง” หรือ ขาที่ต้องยืนหยัดเพื่อทรงตัวในการโบกธงชาติขนาดใหญ่ แขนที่คงจะเมื่อยล้าอย่างบรรยายไม่ถูกจากการโบกธงอย่างไม่รู้เหนื่อยและไม่มีการหยุดพัก เพื่อให้กำลังใจเพื่อนๆ ร่วมอุดมการณ์ที่นั่งอยู่เต็มสุดลูกหูลูกตา มัน“แค่นี้เอง”จริงๆ หรือ แต่ในความรู้สึกของฉัน เขาคือหนึ่งในคนเรือนหมื่นที่มาเพราะความถูกต้อง เขาเลือกที่จะทำหน้าที่ที่เขาทำได้ จากการเป็นเจ้าของร้านขายธงชาติ คือการเอาธงมาโบกไสวอยู่ในการชุมนุม การที่คนๆ หนึ่งที่ตั้งใจทำหน้าที่ของเขา ทั้งที่ไม่ได้มีใครขอไม่ได้มีใครบังคับอย่างดีที่สุด ไม่รู้เหน็ด ไม่รู้เหนื่อย ไม่คำนึงว่าใครจะเห็น จะสนใจ ฉันว่าไม่ใช่ “แค่นี้” หรอก แต่นี่แหละคือจิตวิญญาณของพลเมืองดี นี่คือหน้าที่พลเมือง ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่า พรุ่งนี้ 11:11 จะมีใครบ้างที่เลือกที่จะทำหน้าที่ของตัวเอง เพราะการตัดสินใจทำในสิ่งที่เรารับเป็นหน้าที่จากจิตวิญญาณและหัวใจที่ใฝ่หาความเป็นธรรม ความถูกต้อง ไม่ใช่เรื่อง “แค่นี้” อย่างแน่นอน แต่เป็น “ทั้งหมดที่มีและทำได้” ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง

พ่อเดินลงมาจากเวที มีน้องๆ อาชีวะเข้ามาไหว้อย่างนอบน้อมมีสัมมาคารวะสมเป็นเด็กไทยเพื่อขอถ่ายรูป เราได้กราบพ่อแล้วก็กลับ เจ้าตัวเล็กสะลึมสะลืออยู่ในอ้อมแขน เราเดินออกไปผ่านโรงเรียนสตรีวิทย์ มีนักเรียนช่างกลยืนจับกลุ่มกันอยู่กลุ่มใหญ่ สัญชาตญาณระวังภัยทำงานโดยอัตโนมัติ จนเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้ หลังเสื้อเขียนตัวหนังสือชัดเจน “Security” พวกเขากำลังจับกลุ่มกันถ่ายรูป ฉันกับเพื่อนมองหน้ากันแล้วก็ถามออกไปว่า “พี่ขอถ่ายรูปด้วยได้ไหมคะ” น้องๆ ทำหน้างงแต่ก็ยอมให้ที่เรายืนถ่ายรูปกับเขา ในใจฉันอดชื่นชมน้องๆ เหล่านี้ไม่ได้ที่เสียสละเวลาเลือกมาทำงานรักษาความปลอดภัยให้กับพวกเรา น้องช่างกลอีกกลุ่มหนึ่งเดินผ่านไป สัญลักษณ์บนเสื้อที่ระบุสถาบันที่มาคละกันหลากหลาย ฉันเห็นกับตาว่าตำนานคนเมืองที่บอกว่าอาชีวะจับมือกันมันไม่ใช่เพียงข่าวโคมลอย เด็กๆ ตรงหน้าคงภาคภูมิใจที่ตัวเองทำหน้าที่ “คนไทย” ได้เท่าที่ทำได้ และพวกเขาก็มีส่วนร่วมในการสร้างตำนานเพื่อการพลิกหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศไทย น้องเอ๊ย น้องหล่อมากในความรู้สึกพี่

ฉันกับเพื่อนเหนื่อยล้าพอๆ กัน นาฬิกาบอกเวลาตี 1 ขณะที่กำลังขับรถกลับบ้าน เพื่อนฉันพูดขึ้นมาลอยๆ ว่า “ฮิตเลอร์ก็มาจากการเลือกตั้ง” เรานั่งคุยกันเงียบๆ ว่า เป็นความภูมิใจแล้วที่เราทำเท่าที่จะทำได้เพื่อการยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง เราได้ทำหน้าที่พลเมืองของเราแล้ว เสียงขลุ่ยของอาจารย์ธนิตย์ยังดังอยู่ที่ปลายความรู้สึก เสียงหนักแน่นของกวีรัตนโกสินทร์กระแทกบาทสุดท้ายของบทกลอน “นิรโทษใคร” ไว้กลางใจของฉัน มันเป็นคำถามที่ก้องสะท้อนไม่รู้จบ

“จะอยู่กันอย่างไร เมื่อไร้ธรรม…ฤายอมให้ความริยำ มันนำไทย!”

ขอบคุณ…สำหรับอีกบทเรียนที่ทรงคุณค่า…อารยชนแห่งถนนราชดำเนิน

บทเรียนจากถนนราชดำเนิน 4
14-11-13

11:11 12:34

คนที่สนิทกับฉันจะรู้ว่า ตัวเลขด้านบนเป็นตัวเลขที่ฉันเหลือบไปเห็นบนโทรศัพท์มือถือบ่อยที่สุด ฉันรู้ว่าเป็นรหัสบางอย่างที่พระผู้เป็นเจ้าบอกกับฉัน แต่สำหรับวันนี้ ตัวเลขด้านบนคือเวลาที่เราเริ่มเดินเพื่อความถูกต้อง เดินเพื่อประกาศจุดยืน เดินเพื่อคัดค้าน พรบ.นิรโทษกรรม

ฉัน น้องสาว และลูกสองคนที่โรงเรียนสั่งปิด ขึ้นรถไฟฟ้าไปลงที่อโศก รถไฟฟ้าแน่นราวกับปลากระป๋องขนาดนั้น ยังมีคุณลุงใจดีลุกให้เราแม่ลูกได้นั่ง คุณลุงมากันสองคนบอกว่าจะไปรวมกับขบวนที่ซอยอารีย์ แล้วเดินต่อไป ท่านทั้งคู่อยู่ในวัยเกิน 60 แน่นอน ฉันไหว้ขอบคุณและลาคุณลุงทั้งคู่ก่อนจะเดินตามผู้คนออกมายืนรวมกับคนอื่นๆ ที่เริ่มทะยอยกันมาหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ เสียงเป่านกหวีด เสียงมือตบ และเสียงตะโกนดังลั่น ลำพังตัวฉันและน้องก็ไม่เป็นไร ลูกคนโตก็ยังทนได้แม้จะไม่ปลื้มกับเสียงดังเท่าไหร่ แต่เจ้าตัวเล็กทนไม่ไหวเอาเสียทีเดียว แม่กับน้าประกาศจุดยืนได้เพียงครู่เดียวก็ต้องถอยทัพ ตั้งใจว่า ค่ำนี้ไม่มีที่อื่นยกเว้นจุดหมายปลายทางเดิม…ราชดำเนิน

ฉันรีบโทร.หาสามีบอกให้กลับบ้านเร็วหน่อย ทันทีที่เขาก้าวเท้าเข้าบ้าน ฉันก็พุ่งตัวออกไปรับน้องสาว ไปรับเพื่อนน้องอีก 2 คน มะงุมมะงาหราไปหาที่จอดรถ ก่อนจะต่อสามล้อ มุ่งหน้าสู่ถนนดินสอ เพื่อไปร่วมกับเพื่อนพี่น้องร่วมชาติร่วมอุดมการณ์ที่เดินมากันทั้งวัน เพียงแค่ถึงถนนดินสอ เราก็เห็นคนคลาคล่ำมากมาย มีทั้งคนเดินออกและเดินเข้า ชุดแรกที่เดินกันมาแต่วันคงหมดแรงแล้ว ชุดหลังอย่างพวกเราก็กำลังเข้าไปแทน พวกเราแวะซื้อธงชาติแล้วเดินดุ่มๆ เข้าหาฝูงชน ฉันอดทึ่งกับจำนวนคนที่อยู่ในบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไม่ได้ นับตั้งแต่วันแรกที่ฉันมา จนกระทั่งวันนี้ ฉันไม่เคยเห็นคนมากมายขนาดนี้เลย ทุกคนมาด้วยความมุ่งมั่น ทุกคนมาด้วยความตั้งใจ ทุกคนมาด้วยความปรารถนาที่จะยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง เพื่อนของฉันคนหนึ่งบอกว่า “ฉันไม่มาไม่ได้หรอก เพราะลูกหลานของเราจะอยู่กันได้อย่างไร ถ้าเรื่องผิดกลายเป็นเรื่องถูก” นั่นคือเหตุผลเดียวกับที่ฉันมา

พวกเราได้เข้ามาปักหลักยืนอยู่ที่ Sidewalk เหมือนเดิม หลังจากทักทายเพื่อนฝูงคนคุ้นเคยแล้ว ฉันแอบเหลือบเห็นศิลปินนักแสดงผู้กำกับรุ่นใหญ่ที่ฉันชื่นชมยืนอยู่ไม่ไกลเกินไป ภูมิใจจริงที่เลือกนิยมคนไม่ผิด เราก็พยายามฟังคนที่อยู่บนเวทีพูดใ้หได้ยิน เส้นตาย 18.00 น. ผ่านไปนานแล้ว มติของที่ชุมนุมที่เรียกตัว เองว่า “ศาลประชาชน” (ภาพกิโยตินแวบบผ่านเข้ามาในความคิด) กำหนดว่าเราจะ “อารยะขัดขืน” ฉันไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่นักว่า คำสวยๆ คำนี้ถูกใช้ในบริบทอะไร และมีคนเข้าใจความหมายมากน้อยขนาดไหน แต่เอาเถอะ ฉันคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเป็นหนึ่งเสียงที่แสดงให้เห็นว่าเราต้องการความถูกต้องและข้อมูลที่ชัดเจน

ฉันยืนฟังคนพูดกันบนเวที ได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้าง คนที่ขึ้นไปยังเลือกที่จะตะโกนสร้าง “ความมันส์” ไม่แน่ใจว่าเพื่อตนเองหรือคนฟังที่แทบจะได้ยินไม่เป็นภาษาเวลาคนพูดตะโกน แต่ด้วยโทนและความดังของเสียงก็ราวกับจะรู้บทบาทว่าต้องเป่านกหวีดและสะบัดมือตบรับเป็นระยะ นอกจากเสียงนกหวีดที่ฉันต้องทำใจให้รับได้ในช่วงนี้ ทั้งที่ปกติคุกคามประสาทสัมผัสของฉันเป็นที่สุดแล้ว สิ่งที่ฝูงชนรอบๆ ตัวตะโกนออกมาเป็นชื่อของสัตว์สะเทินบกสะเทินน้ำที่ใช้บริภาษคนที่ไม่มีดีเหลือนี่สิ มันทำให้ฉันอดถามตัวเองไม่ได้ว่า การที่มายืนนิ่งๆ อยู่ตรงนี้ ถือเป็นการยอมรับเงื่อนไขของการใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสม และการด่าทอหรือไม่ เพราะในทันทีที่คำๆ นั้นถูกเปล่งออกมาโดยคนจำนวนมากพร้อมๆ กัน ฉันรู้สึกได้ถึงความชิงชัง ความโกรธเกลียด ที่แผ่รังสีไปรอบๆ ทันที ในการชุมนุมมีลูกเล็กเด็กแดงมาด้วยเต็มไปหมด ผู้ใหญ่กำลังสอนอะไรให้กับคนไทยรุ่นต่อไป ฉันตั้งคำถาม

ฉันเชื่อว่า คนส่วนใหญ่ที่มาที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแห่งนี้ ไม่ได้มาด้วยความงมงาย เรามาเพื่อแสดงจุดยืนและมาฟังข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการเดินหน้าต่อไปของประเทศ บรรยากาศของความจงเกลียดจงชัง ความหยาบคาย กักขฬะมันทำให้เราแตกต่างจากสิ่งที่เราพยายามจะเปลี่ยนแปลงในประเทศของเราอย่างไร เรากำลังพูดกันถึงการสามัคคี การรวมพลัง การพัฒนา การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น แล้วการกู่ร้อง ตะโกนด่า มันช่วยให้เราบรรลุถึงวัตถุประสงค์อย่างไร สิ่งที่ฉันฟังมา 5 วันยังไม่มีอะไรใหม่นักนอกจากเหตุการณ์ประจำวันที่เปลี่ยนไป หลายคนที่ขึ้นเวทีเพื่อไปปลดเปลื้องความอัดอั้นส่วนตัว ทั้งที่มีเจตนาดี เขาจะรู้หรือไม่ว่า เขาเองก็กำลังเป็นมือหนึ่งที่เติมเชื้อให้ไฟฟอนที่มันกำลังเริ่มเผาผลาญบ้านเมืองของเราให้มันเป็นจุล นี่ละหรือ การชุมนุมแบบอหิงสา อารยขัดขืน แล้วมัน “อารยะ” ตรงไหน

ก็ไม่ใช่การดูถูก ดูแคลน แบ่งแยก กีดกัน หรอกหรือที่ทำให้ชาติของเราขาดวิ่นอยู่ทุกวันนี้ คนจำนวนเรือนแสนที่มาชุมนุมกันด้วยใจรัก ด้วยความปรารถนาดีต่อประเทศ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลง คงจะเริ่มมีคำถาม ความรู้สึกดีๆ กับการที่เรามาร่วมแรงร่วมใจเดิน ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ คนสูงวัย กำลังถูกลบอย่างช้าๆ ภาษาที่ใช้เพื่อความมันส์ เพื่อความสะใจ ข้อมูล หลักการ เหตุผล และวัตถุประสงค์ที่คงความศักดิ์สิทธิ์ของประชาชนที่ต้องการให้ประชาธิปไตยอย่างแท้จริงกำลังถูกลดคุณค่าลงด้วยภาษาที่ถูกเลือกใช้ในการปลุกเร้าอารมณ์ของคนที่ขึ้นไปพูดบนเวที

เรากำลังทำอะไรกันอยู่? เราทำอย่างนี้แล้ว ทำให้กระบวนการเรียกร้องของเรามีผลดีอย่างไร?

เรากำลังบอกว่าทุกคนที่ออกมาออกมาเพราะใจ แล้วทำไมต้องใช้ภาษาต่ำๆ ในการสร้างความรู้สึกร่วม คิดถึงคืนวันก่อนที่ฟัง “พ่อเนาว์” ร่ายบทกวีบนเวที ทุกคนนั่งเงียบกริบ เสียงขลุ่ยผิวคลอ อ้อยสร้อย วิเวกอยู่ในความมืดดำของราตรี ฟังราวกับระฆังแก้ว ทุกคำพูดหนักแน่น ตอกย้ำในสำนึก ไม่มีคำด่าทออย่างหยาบคาย แต่ราชดำเนินก็เงียบฟัง และพินิจถ้อยความเหล่านั้นอย่างลึกซึ้ง วรรณศิลป์งดงามหากเฉียบคมราวกับมีดอรัญญิกที่ปาดบาดลึกในหัวใจอธรรม เรียบง่ายแต่หมดจด ผู้พูดหลายคนที่ใช้ภาษาสุภาพก็สามารถสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วมได้ลึกซื้งและหยั่งรากในหัวใจของคนฟังได้ทั้งนั้น เพียงการใช้จังหวะ การหยุด การเพิ่มระดับเสียง การเน้นคำ ศิลปะที่คู่ควรกับผู้ที่ต้องการขึ้นไปพูดในที่ชุมชนควรมีและฝึก ในวิถีแห่งนักรบ สงครามที่ได้รับการวางแผนอย่างรัดกุม เคลื่อนไหวรวดเร็ว เรียบง่าย และลึกล้ำ เป็นสงครามที่ชนะแม้ยังไม่ได้เริ่มรบ

ฉันรู้สึกเสมอว่า สำนึกของความรักชาติเป็นสำนึกที่ยิ่งใหญ่และบริสุทธิ์ ฉันหวังเพียงให้คนที่ต้องการจะปลุกสำนึกแห่งความถูกต้องจะให้เกียรติผู้ฟังมากกว่าที่เป็นอยู่ อยากให้เขารู้ว่า เราฟังข้อมูล, แนวคิด, ความเห็น และรับเข้ามาพิจารณาโดยไม่ต้องใช้รูปภาษาที่สะได้แต่อารมณ์ อยากให้รู้ว่า ภาษาที่เลือกใช้ในการสื่อสารนั้น ควรจะเป็นภาษาที่ยิ่งใหญ่และงดงามเทียบเท่ากับกับจิตสำนึกบริสุทธิ์ของประชาชนที่ออกมาเดินแสดงจุดยืนและมารวมตัวกันบนถนนสายนี้ ฉันหวังว่า พวกเขาจะไม่ปล่อยให้จิตสำนึกทรงคุณค่าเหล่านี้แปดเปื้อนไปกับความเสื่อมทรามทางภาษาและจิตใจ

ฉันอยู่ไม่นานนัก น้องๆ ที่มาด้วยรู้สึกอ่อนล้ากับการได้ยินคำด่าทอจากทั้งเวที และคนรอบๆ ข้าง เราตัดสินใจเดินฝ่าดงของคำบริภาษที่ยังคงกึกก้อง เดินผ่านคนที่สติสัมปชัญญะเริ่มเคลื่อนคลายจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ คนที่ไร้บ้านข้างทาง ยึดเอาฟุตบาทเป็นที่นอน ฉันเริ่มสงสัยว่า สิ่งเหล่านี้ทำให้เราแตกต่างจากคนที่เราบริภาษอย่างไร ความหยาบ รุนแรง ไร้สติ เมามายในลาภยศ พิมพ์เสนกับเกลือดูแต่ตาก็ไม่ได้แตกต่างกันนักไม่ใช่หรือ ถ้าเกลือมาผสมกับพิมพ์เสนแล้วจะได้รับความหอมละมุนไปบ้างหรือเปล่า ฉันก็หวังว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น

ฉันกลับบ้าน เปิดอินเตอร์เน็ทเพื่อหานิยามของคำว่า “อหิงสา” ก็พบนิยามที่ท่านมหาตมะคานธีใช้ในการเรียกร้องความเปลี่ยนแปลง

“อหิงสา เป็นการยกเว้นการกระทำที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บทางร่างกายและภาวะทางจิตใจ เช่น ความคิดชั่วร้ายและความเกลียดชัง พฤติกรรมที่ไม่มีเมตตาเช่น คำพูดรุนแรง, ความไม่ซื่อสัตย์ และการโกหก การกระทำเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ท่านเห็นว่าเป็นการแสดงออกถึงความรุนแรงและไม่คู่ควรกับแนวคิดแบบอหิงสาทั้งสิ้น”

ฉันรู้สึกอ่อนล้ากับสังคมไทย ทำไมสิ่งที่เราเรียกร้องจะต้องแลกด้วยการลดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตัวเราเอง เพื่อจะสะท้อนความชั่วร้ายของบุคคลและระบบด้วยนะ ฉันหลับตาและอดไม่ได้ที่จะฝันถึงการนั่งสมาธิบนถนนราชดำเนินโดยพี่น้องชาวไทยที่มาจากทุกศาสนาในจำนวนที่พวกเราไปชุมนุมกัน เพื่อบำเพ็ญภาวนาส่งผ่านพลังงานแห่งความรักชาติ สันติสุข และความปรารถนาดี ให้กับบุคคลและคณะบุคคลที่เราไม่เห็นชอบในการกระทำ และขอให้พลังอันสูงส่งของสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุด พระศาสดา พระสยามเทวาธิราช และบรรพชน ผนวกกับพลังแห่งความดีของประชาชนชาวไทยแผ่เมตตาให้บุคคลที่ไม่คู่ควรกับประเทศไปสู่ที่ชอบสำหรับตัวเขาและได้รับผลกรรมตามความเหมาะสม พลังนั้นคงจะยิ่งใหญ่ขนาดเคลื่อนภูเขาลงทะเลได้จริงๆ

ก่อนนอน ฉันไม่ลืมที่จะเอื้อมมือหยิบพระคัมภีร์ไบเบิ้ลเปิดหาเลข 11:11 และ 12:34 อย่างใคร่รู้ สิ่งที่ฉันพบทำให้ฉันยิ้มและหลับตาลงได้อย่างมีความหวังและสันติในหัวใจ

สุภาษิต 11:11 “โดยพรของคนเที่ยงธรรม บ้านเมืองก็เป็นที่ยกย่อง แต่ว่ามันคว่ำลงโดยปากของคนชั่วร้าย”

มัทธิว 12:34 “โอ ชาติงูร้าย เจ้าเป็นคนชั่วแล้วจะพูดความดีได้อย่างไร ด้วยว่าปากย่อมพูดจากสิ่งที่เต็มอยู่ในใจ”

ขอขอบคุณ…สุภาพชนแห่งถนนราชดำเนิน

ที่มา: https://www.facebook.com/rosalina.alexander.9?fref=ts

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: